หลังจากที่ อุทยานการเรียนรู้ ทีเค ปาร์ค (TK Park) ย้ายมาตั้งในที่ทำการใหม่ที่ชั้น 8 โซนดี ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ดพลาซ่าแล้ว ย่อมต้องมีผู้ที่อยากเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ และต้องการเข้ามาสัมผัสบรรยากาศห้องสมุดที่มีชีวิต จากที่แห่งนี่ในแต่ละวันมากมาย แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีแค่กรุงเทพฯ ยังมีเด็กและเยาวชนในต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ไม่มีโอกาสได้เข้ามาหาความรู้จากทีเค ปาร์ค จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายช่องทางเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อให้สังคมไทยเป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้”หรือ Knowledge Base Society
ด้วยวิสัยทัศน์ และความต้องการที่จะให้คนไทยได้เข้าถึงองค์ความรู้ได้เต็มที่ ไร้ขีดจำกัด และไร้กาลเวลา อุทยานการเรียนรู้จึงได้จัดทำโครงการ “ดิจิตอล ทีเค ปาร์ค” (Digital TK Park) ขึ้น
โดยนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) มาสร้างนวัตกรรม หรือองค์ความรู้ใหม่ๆ บนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เยาวชนไทยทั่วประเทศมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงความรู้บนโลกไซเบอร์ผ่านเว็บไซต์หลักของทีเค ปาร์ค กลายเป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Library ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ดร.สิริกร มณีรินทร์ ประธานกรรมการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ เล่าถึงที่มาที่ไปของการทำดิจิตอล ทีเค ปาร์คว่า จากการเป็นห้องสมุดมีชีวิตที่มีความหลากหลาย มีความทันสมัย มีทางเลือกในการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดีย และกิจกรรมหลากหลายรูแบบ ทำให้การจัดตั้งทีเค ปาร์คตามภูมิภาคต่างๆ คงไม่เพียงพอกับงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ ดังนั้น จึงต้องใช้ไอทีมาเป็นส่วนหนึ่งของห้องสมุด เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทั่วโลกทำกัน เพราะไอทีเป็นเครื่องมือส่งผ่านข้อมูลที่ไร้พรมแดน เพื่อรองรับคนที่ต้องการให้ทีเค ปาร์ค ไปตั้งในจังหวัดของตัวเอง
ปธ.กก. ทีเค ปาร์ค เล่าต่อว่า มีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-บุ๊ค (e-Book) จากสำนักพิมพ์ออนไลน์ Tumblebooks ทำให้คนที่อยู่ห่างไกลได้เข้ามาอ่าน เด็กจะได้เรียนรู้ภาษาไทย อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และรัสเซีย จากการอ่านออกเสียง ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพราะแม้แต่ภาษาไทยก็ยังมีคนที่อ่านได้ไม่ถูกต้อง สำหรับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-บุ๊ค (e-Book) คงไม่สามารถทดแทนหนังสือที่เป็นกระดาษได้ เพราะกระดาษเป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติที่ผูกกพันธ์กับมนุษย์มานาน ส่วนไอทีเป็นแค่เครื่องนำไปสู่ความรู้ที่ไม่สามารถละเลยได้ จึงต้องทำสื่อทั้ง 2 แบบมาให้แบบผสมผสานกันใน TK e-Library
ดร.สิริกร อธิบายเสริมว่า ด้วยการอบรมประกวดอี-บุ๊คกับครูทั่วประเทศไทยกว่า 2,000 คน ที่เมื่อมาอบรมแล้วครูผู้สอนจะได้ซอฟต์แวร์ เพื่อไปสอนเด็กนักเรียนทำอี-บุ๊คส่งเข้าประกวด โดยดูผลงานในปีแรกก็มีความเข้าใจอี-บุ๊คดี แต่ขาดความรู้เรื่องลิขสิทธิ์ ส่วนค่ายเยาวชนอี-บุ๊ค ก็ได้รับความสนใจบ้าง แต่เชื่อว่าน่าจะจุดประกายการทำอี-บุ๊คได้ นอกจากนี้ในเดือน พ.ย. 2549 คาดว่าจะได้อี-บุ๊คเกี่ยวกับของดีเมืองไทยอีกไม่ต่ำกว่า 50 เรื่อง รวมทั้งหมดที่มีประมาณ 6,000 เล่ม ที่ผู้อ่านสามารถยืม-คืนหนังสืออี-บุ๊คแบบออนไลน์ รวมทั้งหนังสือภาษาอังกฤษจากสำนักพิมพ์ออนไลน์ Netlibrary ที่คัดเลือกมาแล้วอีกว่า 5,000 เล่ม
“นอกจากคอนเทนท์ที่ทำเองแล้ว ยังมีหนังสือหายากที่ไปขอจากหอสมุดแห่งชาติ มาทำในรูปแบบดิจิตอล เรียกโครงการนี้ว่า “ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน” ที่ได้ร่วมมือกับกรมศิลปากรช่วยให้คนไทยได้อ่าน “สมุดไทภาพริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค” หรือ “จดหมายเหตุเสด็จประพาสแหลมมาลายู” แบบออนไลน์ไม่ต้องไปที่หอสมุดแห่งชาติ อีกทั้งกำลังทำอีกหลายเรื่องเช่น ตำราท่ารำไทย บันทึกของเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ และยังมี ออดิโอ บุ๊ค (Audio Book)ที่นำหนังสือทรงคุณค่าและร่วมสมัย ที่ส่วนหนึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และอีกส่วนคัดเลือกจากสำนักพิมพ์ต่างๆ”ปธ.กก. ทีเค ปาร์ค
ดร.สิริกร เล่าให้ฟังอีกว่า หนังสือที่มีจำหน่ายในประเทศไทยส่วนมาก เป็นหนังสือแปลจากต่างประเทศที่จำเป็นต้องมีการตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ โดยทีเค ปาร์คใช้งบซื้อหนังสือจากต่างประเทศ 4 ล้านบาท ทำระบบออดิโอบุ๊คอีก 13 ล้านบาท จัดทำคอนเทนท์มัลติมีเดีย 10 ล้านบาท และซอฟต์แวร์ป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ (DRM) อีก 5 ล้านบาท รวมๆ แล้วเกือบ 35 ล้านบาทเท่ากับการตั้งทีเค ปาร์คใหม่ได้อีกแห่ง อย่างไรก็ตามแม้จะลงทุนไปมากแต่ก็ไม่เคยเรียกเก็บเงินค่าบริการ เพราะถือว่าทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนทางปัญญาให้กับคนไทย
ปธ.กก. ทีเค ปาร์ค อธิบายเพิ่มเติมว่า ดิจิตอล ทีเค ปาร์ค จะเป็นก้าวแรกในการทำให้คนไทยหันมาสนใจลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่แค่การซื้อคอมพิวเตอร์ ดูหนังเล่นเกม โดยไม่ได้คำนึงถึงพัฒนาการของเยาวชน
ยังต้องมีนักวิชาการที่นำนึงถึงคอนเทนท์ดีๆ มีการอัพเดทตลอดเวลา ทีเค ปาร์คจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ และให้กำลังใจแก่ผู้ที่อยู่ในวงการที่เกี่ยวข้อง โดยแม้จะมีความก้าวหน้าในด้านไอที ก็ไม่ทอดทิ้งภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี มรดกโลก และวิถีชีวิตไทยด้าน ดร.ศศิวิมล กิตติวรวิทย์กุล หัวหน้าฝ่ายไอทีและฝึกอบรม สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ กล่าวถึงดิจิตอล ทีเค ปาร์คว่า ทางทีมงานได้พยายามรวบรวมความรู้ทั้งหมดแปลงเป็นดิจิตอล เพื่อสร้างห้องสมุดออนไลน์ ที่สมาชิกสามารถขอยืม-คืนอี-บุ๊คได้เหมือนห้องสมุดทั่วไป ด้วยการดาวนืโหลดเข้าเครื่องพีซี โดยทีมงานจะพยายามคัดเลือกว่าหนังสืออะไรน่าอ่าน แล้วเอามาแปลงเป็นอี-บุ๊ค ที่ขณะนี้มีกว่า 100 เรื่อง เนื่องจากทีเค ปาร์คต้องการกระตุ้นให้เด็กๆ อ่านหนังสือแบบไม่น่าเบื่อ จึงใช้มัลติมีเดียวเข้ามาช่วย อาทิ การจัดทำ ออดิโอบุ๊คให้เข้าได้อ่านออกเสียง หรือสะกดภาษาอังกฤษได้ ทั้งนี้จากที่ได้ทดลองใช้งานก็พบว่าเด็กสนใจดี
หัวหน้าฝ่ายไอทีและฝึกอบรม ทีเค ปาร์ค กล่าวต่อว่า ในโครงการดิจิตอล ทีเค ปาร์ค ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.TK Entertainment เอากิจกรรมที่มีวิทยากรมาให้ความรู้เด่นๆ คัดมาแล้วทำเป็นวิดรโอคลิปให้ชมบนอินเทอร์เน็ต เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้มาทีเค ปาร์คเอง 2.เป็น e-Library ตามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น และ 3.ชุมชนออนไลน์ โดยกำลังจะสร้างชุมชนบนโลกไซเบอร์ตามเรื่องต่างๆ แล้วเอาผู้รู้มานั่งคอยตอบคำถามจากคนในชุมชน อีกทั้งในอนาคตกำลังจะมี TK Diary ที่เหมือนเว็บบล็อก ให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนความรู้กันเองด้วย
ดร.ศศิวิมล กล่าวอีกว่า ทีมงานพยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด อาทิ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ไม่ซื้อใหม่แต่ใช้ของเดิมที่โอนมาจากศูนย์กลางการเรียนรู้ไอซีที โดยสิ่งที่ทีมงานอยากทำมาก คือ การทำระบบอี-เลิร์นนิงเพื่อให้เด็กที่อยู่ตามต่างจังหวัด ได้อบรมในความรู้ต่างๆ เหมือนกับเด็กในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างจริงจัง ทางทีมงานอาจเริ่มจากเนื้อหาด้านศิลปวัฒนธรรมก่อน แล้วค่อยขยายต่อไปยังเนื้อหาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้เราจะเป็นห้องสมุดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เด็กๆ ได้เข้ามาหาความรู้ และเพลิดเพลินกับการอ่านให้มากที่สุด
เชื่อว่าด้วยรูปแบบของสื่อการสอนแบบดิจิตอล และห้องสมุดออนไลน์ ที่มีทั้งเทคโนโลยี กับศิลปวัฒนธรรม และประเพณีไทย จะช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงองค์ความรู้แก่ตัวเด็ก และเยาวชน อีกทั้งยังได้เพลิดเพลินกับภาพเคลื่อนไหวและเสียงในหนังสือ อาจเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เยาวชนไทยสนใจการอ่าน และสามารถนำเอาความรู้ต่างๆ เหล่านี้ไปสร้างสรรค์ ต่อยอดทำสิ่งใหม่ๆ แก่สังคมไทย ก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ เคลือบด้วยภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมเพื่อช่วยแก้ไข และพัฒนาให้สังคมไทยดีขึ้นต่อไป...
ที่มา :
บทความจาก : ไทยรัฐ
วันที่ 1 กันยายน 2549
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
